2558-06-15

๑๙ ติลักขณาทิคาถา


(หันทะ มะยัง ติลักขะณาทิคาถาโย ภะณามะ เส)
ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดคาถาว่าด้วยพระไตรลักษณ์เป็นอาทิเถิด

สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ อัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง 
นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด

สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั่น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง
นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง
นั่นแหละ เป็นทางที่พระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด

อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน
ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก

อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ
หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี่เอง

เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน
ก็ชนเหล่าใดพฤติสมควรแก่ธรรม ในธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว

เต ชะนา ปาระเมสสันติ มัจจะเธยยัง สุทุตตะรัง
ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ข้ามพ้นบ่วงแห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก

กัณ๎หัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต
จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว

โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง
ตัต๎ราภิระติมิจเฉยยะ หิต๎วา กาเม อะกิญจะโน
จงมาถึงที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ จงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มีความกังวล
จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพานอันเป็นที่สงัด ซึ่งสัตว์ยินดีได้ โดยยาก

๑๘ อริยธนคาถา


(หันทะ มะยัง อะริยะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส)
ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดคาถาว่าด้วยทรัพย์อันประเสริฐเถิด

ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา
ศรัทธา ในพระตถาคตของผู้ใด ตั้งมั่นอย่างดี ไม่หวั่นไหว

สีลีญจะ ยัสสะ กัล๎ยาณัง อะริยะกันตัง ปะสังสิตัง
และศีลของผู้ใดงดงาม เป็นที่สรรเสริญที่พอใจ ของพระอริยเจ้า

สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง
ความเลื่อมใสของผู้ใดมีในพระสงฆ์ และความเห็นของผู้ใดตรง

อะทะฬิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง
บัณฑิตกล่าวเรียกเขาผู้นั้นว่า คนไม่จน ชีวิตของเขาไม่เป็นหมัน

ตัส๎มา สัทธัญจะ สีลัญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง
อะนุยุญเชถะ เมธาวี สะรัง พุทธาสะสาสะนัง
เพราะฉะนั้น เมื่อระลึกได้ ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ผู้มีปัญญาควรก่อนสร้างศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรม ให้เนื่องๆ

๑๗ เขมาเขมสรณทีปีกคาถา


(หันทะ มะยัง เขมาเขมะสะระณะทีปิกะคาถาโย ภะณามะ เส)
ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดคาถาแสดงที่พึ่งอันเกษมและไม่เกษมเถิด

พะหุง เว สะระณัง ยันติ     ปัพพะตานิ วานานิ จะ     อารามะรุกขะเจต๎ยานิ     มะนุสสา ภะยะตัชชิตา
มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ

เนตัง โข สะระณัง เขมัง     เนตัง สะระณะมุตตะมัง     เนตัง สะระณะมาคัมมะ     สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ
นั่น มิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่น มิใช่สรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ     สังฆัญจะ สระรณัง คะโต     จัตตาริ อะริยะสัจจานิ     สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ
ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยะสัจจ์คือ ความจริงอันประเสริฐสี่ ด้วยปัญญาอันชอบ

ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง    ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง     อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง ทุกขูปะสะมะคามินัง
คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้ และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์

เอตัง โข สะระณัง เขมัง     เอตัง สะระณะมุตตะมัง     เอตัง สะระณะมาคัมมะ     สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ
นั่นแหละ เป็นสรณะอันเกษม นั่น เป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

๑๖ ท๎วัตติงสาการปาฐะ

เสียงพระสวด

เสียงอ่านผู้หญิง

(หันทะ มะยั ทวัตติงสาการะปาฐัง ภะณามะ เส)
ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดบาลีว่าด้วยอาการ ๓๒ เถิด

อัตถิ อิมัส๎มิง กาเย
ในร่างกายนี้มี

เกสา
ผมทั้งหลาย

โลมา
ขนทั้งหลาย

นะขา
เล็บทั้งหลาย

ทันตา
ฟันทั้งหลาย

ตะโจ
หนังทั้งหลาย

มังสัง
เนื้อ

นะหารู
เอ็นทั้งหลาย

อัฏฐี
กระดูกทั้งหลาย

อัฏฐิมิญชัง
เยื่อในกระดูก

วักกัง
ไต

หะทะยัง
หัวใจ

ยะกะนัง
ตับ

กิโลมะกัง
พังผืด

ปิหะกัง
ม้าม

ปัปผาสัง
ปอด

อันตัง
ลำไส้

อันตะคุณัง
ลำไส้สุด

อุทะริยัง
อาหารในกระเพาะ

กะรีสัง
อุจจาระ

ปิตตัง
น้ำดี

เสม๎หัง
เสลด

ปุพโพ
หนอง

โลหิตัง
โลหิต

เสโท
เหงื่อ

เมโท
มัน

อัสสุ
น้ำตา

วะสา
น้ำเหลือง

เขโฬ
น้ำลาย

สิงฆานิกา
น้ำเมือก

ละสิกา
น้ำลื่นหล่อข้อ

มุตตัง
น้ำมูตร

มัตถะเก มัตถุลุงคัง
เยื่อมันสมอง ในกระโหลกศรีษะ

อิติ
ดังนี้แล

๑๕ อัฎฐสิขาปทปาฐะ

เสียงพระสวด

เสียงอ่านผู้หญิง

(หันทะ มะยัง อัฏฐะสิขาปะทะปาฐัง ภะณามะ เส)
ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดสิกขาบท ๘ ประการเถิด

ปาณาติปาตา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า

อะทินนาทานา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว

อะพ๎รห๎มะจะริยา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการกระทำอันมิใช่พรหมจรรย์

มุสาวาทา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการเสพของเมา มีสุราและเมรัยเป็นต้น อันเป็นที่ตั้งของความประมาท

วิกาละโภชะนา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล

นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูกะ ทัสสะนะ มาลา คันจะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฎฐานา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากฟ้อนรำ การขับเพลง การดนตรี การดูการเล่นชนิดเป็นข้าศึกต่อกุศล การทัดทรงสวมใส่ การประดับ การตกแต่งตน ด้วยพวงมาลา ด้วยเครื่องกลิ่น และเครื่องผัดทา

อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการนั่งนอนที่นอนสูง และที่นอนใหญ่

๑๔ สรณคมนปาฐะ

เสียงพระสวด

เสียงอ่านผู้หญิง

(หันทะ มะยัง ติสะระณะคะมะนะปาฐัง ภะณามะ เส)
ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดบาลีว่าด้วยการถึงสรณะ ๓ ประการเถิด

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรม เป็นสรณะ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์ เป็นสรณะ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรม เป็นสรณะ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์ เป็นสรณะ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ

ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรม เป็นสรณะ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์ เป็นสรณะ

2558-06-08

ท่านั่งในการสวดมนต์

ท่านั่งในการสวดมนต์ คือให้สะดวก มั่นคง

เพื่อจะมีจิตใจมั่นคง ที่สามารถดำริงสติเฉพาะหน้า

จะสวดมนต์เอง หรือนั่งฟังด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ก็ได้เหมือนกัน

ให้มีสมาธิแน่วแน่อยู่ในเสียงที่ได้ยิน  เป็นการสวดที่รู้ความหมายแห่งถ้อยคำนั้น